ธุรกิจยางพาราในภาคใต้




ธุรกิจยางพาราในภาคใต้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
เมษายน 2556


     “ยางพารา” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศทั้งในแง่การจ้างงานและการส่งออก โดยเกิดการจ้างงานแก่เกษตรกรกว่า 6 ล้านคน และนับเป็นสินค้าส่งออก 1 ใน 10 ของสินค้าส่งออกที่สำคัญ ของไทย ที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 8,746 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2555 ประกอบกับไทยมีศักยภาพด้านการเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ซึ่งแหล่งปลูกยางพาราที่สำคัญของไทยคือ ภาคใต้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการปลูกยางพารามากกว่าภาคอื่นๆ ในประเทศ ทั้งดิน ปริมาณน้ำฝน ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิ ความเร็วลม เป็นต้น ตลอดจนรัฐบาลมีโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และยุทธศาสตร์พัฒนายางพารา โดยสนับสนุนการขยายเนื้อที่ปลูกยางพารา ทำให้เนื้อที่ปลูกยางพารา ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการใช้ยางพาราภายในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น อันเป็นแรงขับเคลื่อนในการรองรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่สำคัญต่างๆ ตามมา เช่น ยางยานพาหนะ ถุงมือยาง ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ทางเภสัชกรรม หลอดและท่อ เป็นต้น จึงนับว่ายางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพของไทย





ธุรกิจยางพารา และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในภาคใต้

      ผลผลิตและพื้นที่ปลูกยางพารา

            เมื่อพิจารณาสภาพภูมิประเทศเป็นรายภาคของประเทศไทย พบว่า ภาคใต้มีศักยภาพในการปลูกยางพาราสูงสุด โดยในปี 2555 ภาคใต้มีเนื้อที่กรีดยางทั้ง สิ้น 9.9 ล้านไร่ (หรือคิดเป็นร้อยละ 72 ของเนื้อที่กรีดทั้งประเทศ) และผลผลิตทั้งสิ้น 2.7 ล้านตัน (หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของผลผลิตทั้งหมด) ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าในปี 2556 ภาคใต้จะมีเนื้อที่กรีดยางเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 และผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เนื่องจากปริมาณน้ำฝนเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต (ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 2,000-2,700 มิลลิเมตร) เกษตรกรดูแล และบำรุงรักษาต้นยางพาราเป็นอย่างดี ตลอดจนจำนวนวันกรีดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนเพื่อสร้างโอกาสด้านการค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา และเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ชาวสวนยางเพิ่มขึ้นด้วย



      ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาการแปรรูปยางพาราขั้นต้นของไทย พบว่า ผลผลิตยางพาราร้อยละ 83 ของผลผลิตยางพาราทั้งหมด จะถูกส่งออกต่างประเทศในรูปของยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น และยางแผ่นดิบ ส่วนที่เหลือจะใช้ในประเทศร้อยละ 17 เพื่อผลิตเป็นถุงมือยาง ยางรถยนต์ และยางแปรรูปขั้นต้น นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปไม้ยางพาราเป็นเฟอรนิเจอร์ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสอีกช่องทางหนึ่ง สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่จะมีรายได้มากขึ้น


      พื้นที่ศักยภาพปลูกยางพาราของภาคใต้ ด้วยลักษณะภูมิประเทศภาคใต้เป็นที่ราบและทิวเขา ประกอบกับมีลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้น จึงเหมาะแก่การปลูกยางพาราอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา นครศรีธรรมราช และตรัง

      อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลได้สนับสนุนการปลูกยางพารา โดยได้ขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดที่มีศักยภาพในการปลูกยางพาราคือ อุดรธานี สกลนคร และหนองคาย) และภาคเหนือแล้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเช่นกัน และยางพาราเป็นพืชที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย ปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลให้ผลผลิตยางพาราของไทยเพิ่มขึ้น

ล่าสุดเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2556 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออก ประกาศกระทรวงอย่างเป็นทางการ ให้มีกาจัดโซนนิ่งพืช 6 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ อันจะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนต่อปริมาณผลผลิตที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ตลอดจนเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะจัดส่งเรื่องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการผลิตและส่งเสริมด้านการเกษตรที่เหมาะสมต่อไป

      สำหรับเขตเหมาะสมสำหรับปลูกยางพารารวมทั้งสิ้น 68 จังหวัด แบ่งเป็นภาคใต้ 14 จังหวัด


      ยางพารา...สินค้าส่งออกสำคัญ ตลอดจนอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายในภาคใต้...โอกาสของผู้ประกอบการในการขยายตลาด


     วิถีชีวิตยางพารากับคนภาคใต้ เริ่มตั้งแต่การกรีดยางในเวลาใกล้รุ่ง (เวลาที่เหมาะสมในการกรีดยางมากที่สุดคือ ช่วง 6.00-8.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่สามารถมองเห็นต้นยางได้อย่างชัดเจนและได้ปริมาณน้ำยางค่อนข้างดี แม้จะน้อยกว่าช่วงเวลา 1.00-4.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ได้ปริมาณน้ำยางมากที่สุด ทั้งนี้ อุปสรรคในการกรีดยางคือ ฝนตก) ซึ่งเกษตรกรต้องใช้มีดตัดหน้ายางเพื่อให้น้ำยางไหลลงสู่ถ้วยรองน้ำยาง แล้วเก็บน้ำยางในตอนเช้าตรู่ เพื่อนำน้ำยางที่ได้ไปตกตะกอนในตะกงยางตอนสาย จากนั้นจึงรีดเป็นยางแผ่นดิบแล้วนำออกไปตากตอนบ่ายของวันเดียวกัน โดยการกรีดยางอาจเป็นการกรีดเองของเกษตรกรเจ้าของสวน หรือเป็นการรับจ้างกรีดของเกษตรกรลูกจ้าง

เกษตรกรชาวสวนยางในภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย ที่อาจขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และอุปกรณ์ในการดำเนินการด้วยข้อจำกัดด้านเงินทุน ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และคุณภาพผลผลิต ดังนั้น ชาวสวนยางรายย่อย อาจปรับเปลี่ยนสวนยางพาราไปสู่การผลิตแบบเกษตรผสมผสานมากขึ้น โดยปลูกพืชชนิดอื่นร่วมด้วย เพื่อลดความเสี่ยงจากผลผลิตชนิดเดียว ในขณะที่เกษตรกรชาวสวนยางรายกลางและขนาดใหญ่ อาจปรับพื้นที่ปลูกยางพาราเป็นเขตๆ โดยแบ่งเป็นพื้นที่พืชร่วมยาง (ปลูกยางพาราร่วมกับไม้ผล พืชผักที่เป็นอาหารและสมุนไพร) และพื้นที่ยางพาราเชิงเดี่ยว เพื่อคงไว้ซึ่งผลผลิตและไม้ยางพารา

     เครือข่ายด้านการตลาด เมื่อได้ยางแผ่นที่ตากแห้งแล้วเกษตรกรจะเก็บรวบรวม เพื่อนำไปขายแก่พ่อค้าคนกลาง สหกรณ์ หรือตลาดกลางยางพารา เพื่อขายต่อแก่โรงงานแปรรูป/ผู้ส่งออก (ประเทศไทยมีตลาดกลางยางพาราที่สำคัญคือที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ตรัง ภูเก็ต ยะลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สตูล ปัตตานี นราธิวาส และที่กรุงเทพฯ โดยตลาดหาดใหญ่เป็นตลาดกลางยางพาราที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และยังมีหน้าที่เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคายาง)

     อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่อุตสาหกรรมยางพาราในภาคใต้จะเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปวัตถุดิบขั้นต้นเพื่อการส่งออกที่สำคัญคือ ยางแท่ง ยางแผ่น และ น้ำยางข้น โดยมีการขนส่งผ่าน “ท่าเรือน้ำลึกสงขลา” ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญในการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์น้ำยางของภาคใต้ ไปยังประเทศปลายทางโดยเฉพาะจีน เพื่อผลิตยางล้อ และยังมี ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เป็นต้น ตลอดจนด่านศุลกากรสะเดา ยังเป็นด่านศุลกากรทางบกระหว่างไทยกับมาเลเซียที่มีความสำคัญ (รองมาคือ ด่านปาดังเบซาร์) เนื่องจากมีปริมาณการค้าสูงสุด และขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่ไทยส่งออกน้ำยางข้นให้กับมาเลเซียเพื่อผลิตถุงมือยาง นอกจากนี้ บางส่วนในพื้นที่ภาคใต้ยังมีโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เช่น โรงงานผลิตถุงมือยาง (ฐานการผลิตหลักอยู่ที่ จ.สงขลา) โรงงานผลิตยางรถยนต์ (อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จ.สงขลา ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติมาลงทุน) ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมไม้ยางพารา (โรงงาน เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา) เป็นธุรกิจที่สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางได้อีกทางหนึ่ง

     ล่าสุด เดือนมีนาคม 2556 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตปัตตานี ได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา 15 โรงงาน ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางพาราภายในเดือนสิงหาคม 2556 ตลอดจนสนับสนุนให้กลุ่มอุตสาหกรรมยางพาราได้มีการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ รักษาสิ่งแวดล้อมและมียอดขายเพิ่มขึ้น อีกทั้งเป็นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพารา นอกจากนี้ มอ.ได้จัดตั้งอุทยานยางพารา เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนายางพาราครบวงจร ให้งานวิจัยเรื่องยางออกไปสู่อุตสาหกรรมยางพาราและเกษตรกรชาวสวนยางพารามากขึ้น

     อีกทั้ง รัฐบาลไทยยังเร่งผลักดันโครงการ “รับเบอร์ซิตี้” หลังการหารือ 19 มีนาคม 2556 เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยและมาเลเซีย โดยมีเป้าหมายเพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนด้านยางพาราร่วมกัน และคงความเป็นผู้นำด้านยางพาราของโลกในระยะยาว ทั้งนี้ ผลความคืบหน้าดังกล่าวในการหารืออีกครั้งร่วมกับ มาเลเซียและอินโดนีเซียในวันยางพาราอาเซียน ระหว่างวันที่ 10-12 เมษายน 2556 ได้มีการลงนามซื้อขายยางระหว่างบริษัทเอกชนจากนครชิงเต่าของจีนกับบริษัทของไทยถึง 4 แสนตัน ในราคา ส่งมอบ 90 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีในการส่งออกยางพาราไทย อย่างไรก็ตาม เพื่อดูแลปัญหาราคายางพาราตกต่ำของทั้ง 3 ประเทศที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกหลักของโลกคือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในการประชุมกลุ่มสภาความร่วมมือยางพาราระหว่างประเทศ (International Tripartite Rubber Council: ITRC) ล่าสุดได้มีมติให้ไทยต่อมาตรการจำกัดการส่งออกอีก 2 เดือน จากเดิมให้ไทยจำกัดการส่งออกยางพาราโดยลดการส่งออก 1.5 แสนตัน ซึ่งสิ้นสุดไปแล้วเมื่อ 31 มีนาคม 2556 (ทั้งนี้ ตามมติที่ประชุม ITRC เมื่อ 15 สิงหาคม 2555 ให้ทั้ง 3 ประเทศดำเนิน มาตรการลดปริมาณการส่งออกยางพาราจำนวน 3 แสนตัน และทั้ง 3 ประเทศต้องโค่นต้นยาง 6.25 แสนไร่ ซึ่งไทยต้องรับผิดชอบในสัดส่วนร้อยละ 45-50 ของปริมาณต้นยางที่ต้องโค่นทั้งหมด รองลงมาคือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคายางพาราร่วมกัน) นอกจากนี้ ทางสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ยังเสนอให้รัฐบาลนำยางพาราไปใช้ในประเทศ โดยนำไปใช้ในการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งยางพาราสามารถนำไปใช้ได้หลายส่วน ทั้งระบบราง ไม้หมอนรถไฟ ยางกันกระแทก ข้อเชื่อมต่อในระบบราง ใช้ผสมแอสฟัลต์ราดถนน หรือใช้ยางผสมแอสฟัลต์ทำรันเวย์สนามบิน จะช่วยเรื่องความนิ่มของการแลนดิ้งและเทกออฟของเครื่องบิน




     ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สรุปภาพรวมของธุรกิจยางพาราในภาคใต้ไว้เบื้องต้น ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ที่ผู้ประกอบการควรศึกษาอย่างรอบคอบ ดังนี้


S
trengths


  ภาคใต้มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะแก่การปลูกยางพาราอย่างมาก ตลอดจนยางพาราเป็นพืชที่มีศักยภาพ มีโอกาสในการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เป็นผลิตภัณฑ์ยางได้หลากหลาย

  เกษตรกรชาวสวนยางซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ มีภูมิปัญญาและประสบการณ์ในการทำสวนยางมายาวนาน

  ยางธรรมชาติมีคุณสมบัติที่ยางสังเคราะห์ไม่สามารถทดแทนได้ จำเป็นต้องใช้ยางธรรมชาติในการผลิตล้อยานพาหนะ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่ใช้ยางสูงกว่าผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ

  รัฐบาลให้การสนับสนุนและส่งเสริมการปลูกยางพารา และมีนโยบายพัฒนาเกษตรกรเป็นครูยาง จำนวน 2,880 คนทั่วประเทศ ตลอดจนมีโรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางรวม 4 แห่ง ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัตตานี ขอนแก่น และ ระยอง เพื่อเป็นทั้งโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ และผลิตบุคลากรให้มีความรู้และทักษะด้านผลิตภัณฑ์ยาง


W
eaknesses

  โครงสร้างการ ปลูกยางพาราของไทยส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรรายย่อย ทำให้มีต้นทุนสูงในการรวบรวมวัตถุดิบ ทั้งค่าขนส่งและค่าพ่อค้าคนกลาง

  ขาดความพร้อมด้านอุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น แม่พิมพ์แบบจุ่ม อะไหล่เครื่องจักร ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

  บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับยางพารายังมีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะนักวิจัยด้านอุตสาหกรรมยาง

  การพัฒนายางพาราทั้งระบบยังค่อนข้างมีข้อจำกัด เนื่องจากมีผู้ที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคแรงงาน ทำให้การเชื่อมโยงการพัฒนาทั้งระบบไม่คล่องตัว

O
pportunities

  แนวโน้มราคา น้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวน ตลอดจนคนตระหนักเรื่อง “วิกฤติพลังงานโลก” มากขึ้น ทำให้ความต้องการยางสังเคราะห์ที่ทำมาจากน้ำมันมีแนวโน้มลดลง และมีการหันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น

  รัฐบาลสนับสนุนการปลูกยางพารา ทั้งโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา ตลอดจนรักษาเสถียรภาพด้านราคา อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งตลาดในและต่างประเทศ

  การขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่งผลต่อความต้องการใช้ยางพาราภายในประเทศ ตลอดจนความต้องการจากต่างประเทศโดยเฉพาะในจีน ที่มีแนวโน้มการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระแสการป้องกัน รักษาสุขภาพจากการแพร่ระบาดของโรคพันธุ์ใหม่ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ส่งผลให้อุตสาหกรรมถุงมือยางขยายตัว

  การผลิตยางพาราแปรรูปขั้นต้นของไทยที่หันมาผลิตยางแท่งมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก (จากเดิม ไทยเน้นผลิตยางแผ่นรมควันเป็นหลัก)

T
hreats

  สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบาง อัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนราคาน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกและความผันผวนของราคายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพาราได้

  สินค้ายางแปรรูปของไทยพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก และยังพึ่งพาตลาดประเทศจีนในสัดส่วนที่สูง อาจเกิดความเสี่ยงได้หากจีนหันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นแทน ทั้งนี้ จีนได้เพิ่มพื้นที่การปลูกยางพาราโดยเฉพาะในเขตไห่หนานและยูนนาน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและวิกฤติหนี้ยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อตลาดส่งออกที่สำคัญของจีน (ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เป็นตลาดส่งออกหลักของจีน) ซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งออกยางไทยไปจีนด้วย

  สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อผลผลิตยางพารา

  การคาดการณ์ราคายางพาราในตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศ (ตลาดเซี่ยงไฮ้และตลาดโตเกียว เป็นตลาดซื้อขายล่วงหน้ายางพาราที่สำคัญของโลก) อันอาจมีผลต่อราคายาง และการตัดสินใจของประเทศผู้นำเข้ายางพารา


การเตรียมความพร้อมของธุรกิจยางพาราไทย...ก้าวสู่ AEC


      ปัจจัยที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงอีกประเด็นที่สำคัญคือ การเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ซึ่งจะเป็นการยกเลิกกำแพงภาษีและลดอุปสรรคทางการค้ายางพารา โดยในภาพรวมจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้ฐานการผลิตเดียวกัน โอกาสในการขยายการค้าและการส่งออก เนื่องจากอุตสาหกรรมยางพาราไทยเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นการเพิ่มรายได้ที่แท้จริง อันเป็นการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการธุรกิจยางพาราไทยควรเตรียมความพร้อม เพื่อติดตามประเด็นที่น่าสนใจในระยะต่อไป ดังนี้

      การเร่งพัฒนาศักยภาพการส่งออกยางพาราไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น ทั้งด้านการผลิต (ปรับปรุงพัฒนาตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ยาง การปลูกยางให้มีน้ำยางสดในปริมาณมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันยางไทยให้ผลผลิตน้ำยางเพียง 300 กก.ต่อไร่ต่อปี มาเลเซียที่ 400 กก.ต่อไร่ต่อปี ขณะที่กัวเตมาลาอยู่ที่ 1,000 กก.ต่อไร่ต่อปี ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรสามารถเพาะพันธุ์กล้ายางให้ได้ผลผลิตสูงถึง 450 กก.ต่อไร่ต่อปี และบางแปลงสูงถึง 600 กก.ต่อไร่ต่อปีแล้ว) การแปรรูป (ถุงมือยาง ถุงมือแพทย์ ล้อยาง) และการตลาด ซึ่งจะทำให้ไทยมีความได้เปรียบกว่าประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น เพื่อสอดคล้องกับนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพารา (HUB) เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ นับเป็นจุดแข็งในการสร้างอำนาจต่อรองและเป็นผู้กำหนดราคา


      ควรสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์เกษตรตั้งแต่ “ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ” ด้วยการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ควรมีการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด (Radical Innovation) เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสำอางจากสารสกัดเปลือกไม้ยางพาราหรือยางพารา เป็นต้น เพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากยางพาราของโลกที่มีมากขึ้นในอนาคต เช่น ถุงมือยาง ยางรถยนต์ หลอด ท่อยาง และวัสดุสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า การก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

      ผู้ประกอบการควรขยายตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น ตลาดในกลุ่มประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ (BRICS) ซึ่งเป็นประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต (รัสเซีย เป็นตลาดล้อยางที่น่าสนใจ จากการเติบโตทางเศรษฐกิจส่งผลต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างรวดเร็ว) นอกจากนี้ เกาหลีใต้ ยังเป็นแหล่งผลิตรถยนต์อันดับต้นๆ ของโลก ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดการพึ่งพิงตลาดหลัก อย่างจีน แม้แนวโน้มความต้องการใช้ยางพาราของจีนจะเพิ่มขึ้น จากการที่จีนเป็นประเทศที่มีการผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของโลกก็ตาม ขณะที่ไทยมีส่วนแบ่งการตลาดยางพาราในจีนมากกว่า ร้อยละ 50 ของมูลค่าการนำเข้ายางพาราทั้งหมดของจีน

      แนวโน้มที่ประเทศผู้ผลิตยาง เช่น ไทย มาเลเซีย จีน และเวียดนาม จะขยายการปลูกยางพาราไปยังประเทศอื่นมีมากขึ้น เช่น ลาว กัมพูชา พม่า เป็นต้น เนื่องจากที่ดินภายในประเทศตนเองไม่เพียงพอ ตามการรายงานของกลุ่มการศึกษายางระหว่างประเทศ (International Rubber Study Group: IRSG) ซึ่งถือเป็นลู่ทางหนึ่งในการขยายการลงทุนของผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ ควรศึกษาเงื่อนไขด้านการลงทุนต่างๆ ในแต่ละประเทศ เช่น พม่า ได้กำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่าจะต้องมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการเพาะปลูก การกรีดยาง การทายางแผ่นให้กับชาวพม่าที่สนใจด้วย

      ประเด็นด้านราคายางพาราในปี 2556 อาจเผชิญความผันผวน จากหลากหลายปัจจัยกดดันในระยะสั้น ทั้งปริมาณสต็อกยางของจีนและญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป ที่นอกจากจะมีผลต่อราคาน้ำมันแล้ว ยังกระทบต่อความต้องการยางพารา เพราะเป็นประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของไทย นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทยัง เป็นปัจจัยส่งผลกระทบต่อราคายางต่อเนื่อง ดังนั้น ในระยะยาว นอกจากการเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ยางอย่างต่อเนื่องแล้ว การเร่งพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) ให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นแหล่งรองรับสินค้าในราคายุติธรรม และสร้างศักยภาพการแข่งขันให้เกษตรกรเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ นอกจากนี้ ในช่วงราคายางพาราตกต่ำ เกษตรกรชาวสวนยางอาจพิจารณาการกระจายธุรกิจมากขึ้น ด้วยการโค่นต้นยางที่มีอายุมาก เพื่อขายเนื้อไม้เป็นเฟอร์นิเจอร์ เป็นการเสริมรายได้อีกทาง หรือปลูกพืชร่วมยางไว้บริโภคในครัวเรือนเพื่อลดรายจ่าย

     ธุรกิจยางพาราไทย...ควร “รุก” หรือ “รับ” กับกระแส AEC

     ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยบางรายได้รุกเข้าไปทำการขยายพื้นที่การปลูกยางพารากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว (บริเวณตอนกลางของลาว ในแขวงไซยะบุรี และหลวงน้ำทา) ส่วนประเทศที่น่าสนใจลงทุนคือ พม่า เนื่องจากเป็นประเทศที่รัฐบาลสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาปลูกยางพารา โดยมีการจัดแบ่งโซนเพาะปลูกพืชเกษตรแต่ละชนิดอย่าง ชัดเจนนับล้านไร่ในบริเวณพื้นที่ย่านตะนาวศรี ซึ่งนักลงทุนมาเลเซียได้เข้าไปทำการลงทุนแล้ว ขณะที่กัมพูชาก็เป็นประเทศที่ไทยกำลังดูลู่ทางอยู่ ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนมาเลเซีย เวียดนาม จีน และ เกาหลีใต้ได้เข้าไปแล้ว ทั้งนี้ การค้าและการลงทุนของไทยในประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าวจะเป็นผลดีแก่ทั้งสองฝ่าย เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านยังมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์รอการพัฒนาอีกมาก ประกอบกับมีแรงงานราคาถูกรองรับจำนวนมาก ขณะที่ไทยมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การเกษตรและเทคโนโลยี ตลอดจนแรงงานมีทักษะซึ่งสามารถถ่ายทอดความรู้เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านได้ ซึ่งไทยอาจใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานในการผลิตเพื่อส่งออกต่อไปยังประเทศอื่นได้อีก อันแสดงถึงศักยภาพด้านยางพาราของไทย จึงนับเป็น “ โอกาสที่ดีและมีแนวโน้มการเติบโตที่สดใส” ของผู้ประกอบการธุรกิจยางพาราของไทยที่จะแสวงหาผลประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นจาก AEC โดยเฉพาะในประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา

     อย่างไรก็ตาม การลงทุนธุรกิจยางพาราใน AEC นอกจากความพร้อมของผู้ประกอบการแต่ละรายแล้ว ผู้ประกอบการ SMEs ควรคำนึงถึงประเด็นที่เกี่ยวข้อง อื่นๆ โดยเฉพาะกฎระเบียบของประเทศที่จะเข้าไปลงทุน โดยการแสวงหาคู่ค้าที่เป็นนักธุรกิจท้องถิ่น น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากกฎระเบียบการค้าของแต่ละประเทศมักต้องการ ให้คนท้องถิ่นสามารถแข่งขันกับนักธุรกิจต่างชาติได้และกฎระเบียบอาจมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง จึงต้องติดตามอยู่เสมอ นอกจากนี้ การสร้างความสัมพันธ์อันดีจะยิ่งเป็นการช่วยอำนวยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงตลาดได้ดีขึ้น


บทสรุป และข้อเสนอแนะการลงทุนธุรกิจยางพาราในภาคใต้

     “ยางพารา” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศทั้งในแง่การจ้างงานและการส่งออก และด้วยภาคใต้มีศักยภาพในด้านทำเลที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการปลูกยางพารามากกว่าภาคอื่นๆ ในประเทศ ทั้งดิน ปริมาณน้ำฝน ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิ ความเร็วลม เป็นต้น ประกอบกับเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้มีภูมิปัญญา และประสบการณ์ในการทำสวนยางมายาวนาน ทำให้ธุรกิจยางพาราในภาคใต้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนยางพาราเป็นสินค้าส่งออกของไทยสู่เวทีโลก ตลอดจนสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เพิ่มมูลค่าได้อย่างหลากหลาย เช่น ยางยานพาหนะ ถุงมือยาง เป็นต้น

     มองไปข้างหน้า ธุรกิจยางพารายังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้จากการส่งออกที่สำคัญของไทย เนื่องจากไทยมีศักยภาพด้านการผลิตและเป็นผู้ส่งออกหลักของโลก ประกอบกับความต้องการใช้ยางพาราของโลกที่มีรองรับอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยางพาราสามารถนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อย่างหลากหลายในแง่อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ การแพทย์ เครื่องจักร ก่อสร้าง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงมีการผลิตยางพาราแปรรูปขั้นต้นเป็นหลัก ดังนั้น “การสร้างมูลค่าเพิ่ม” ให้กับผลผลิตยางพาราตั้งแต่ “ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ” ถือเป็นกุญแจไขความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจที่สำคัญ เพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตยางพาราในอนาคตที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็จะเป็นการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ท่ามกลางกระแส “AEC” ที่กำลังจะมาถึง

     ทั้งนี้ การรุกก้าวสู่ AEC ในภาพรวมจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้ฐานการผลิตเดียวกัน การขยายการส่งออก และโอกาสทางการค้าสินค้าและบริการ ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นการเพิ่มรายได้ที่แท้จริง อันเป็นการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านยางพารา จึงนับเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการขยายกิจการไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจาก AEC แต่ผู้ประกอบการก็ยังคงต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจกระทบต่อราคายางพารา ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจได้ ทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลก และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความท้าทายอยู่มาก




แหล่งที่มาของข้อมูล
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (OAE) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร
คลังข้อมูลสารสนเทศระดับภูมิภาค (ภาคใต้)
สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
กระทรวงพาณิชย์