ตอบ
การสร้างแบรนด์ เป็นความจำเป็นที่ผู้ประกอบการในยุคโลกของการแข่งขันจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญ เพราะทราบกันดีว่า
การมีแบรนด์ ที่เป็นที่รู้จักและจดจำของผู้บริโภคจะนำมาซึ่งการเพิ่มผลิตภาพ มูลค่า ยอดขายและช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งหมายถึงผลกำไรและความมั่นคงทางธุรกิจแตกต่างกับการผลิตสินค้าซึ่งไม่มี แบรนด์เป็นของตนเอง
หรือรับจ้างผลิต ซึ่งปัจจัยทุกอย่าง ไม่ว่าเป็นตราสินค้า รูปแบบโครงสร้างต้นทุน-กำไร รวมไปถึงช่องทางการจัดจำหน่าย ล้วนถูกกำหนดโดยผู้ว่าจ้างทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามกระบวนการผลิตในการสร้างตรายี่ห้อ หรือ
การสร้างแบรนด์ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตรายใหญ่ ที่เป็นผู้นำตลาด เพราะต้องใช้งบประมาณสูงและประกอบกับยังไม่มีต้นแบบการสร้างแบรนด์ ซึ่งพัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์SMEs ดังนั้นจึงมีโครงการพัฒนาตราสินค้า (Brand Building Model)
ซึ่งพัฒนาขึ้นเฉพาะSMEs / OTOP โดยทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สสว. ร่วมกับสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยศูนย์เพิ่มมูลค่าผลผลิตและ
ออกแบบผลิตภัณฑ์SMEs ได้เชิญศาสตราภิชาน ไกรฤทธิ์ บุญยเกียรติ ผู้ผ่านประสบการณ์การปั้นแบรนด์ดังมามากกว่า 50 แบรนด์ มาให้ความรู้เรื่องของการสร้างแบรนด์สำหรับSMEs ในหัวข้อ การสร้างแบรนด์ไทยสไตล์ SMEs ศาตราจารย์ภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ

หัวใจการสร้างแบรนด์สไตล์ “ไกรฤทธิ์ บุญยเกียรติ”
ศาสตราจารย์ภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ กล่าวภายในงานสัมมนา การสร้างแบรนด์ไทยสไตล์ SME ว่า
ในอดีตการทำธุรกิจทุกคนจะมุ่งแต่การสร้างความมั่งคั่งในรูปของอสังหาริมทรัพย์ อย่างเช่น โรงงานเพราะสามารถนำไปต่อรองกับธนาคารได้ แต่ปัจจุบันโลกการค้าเปลี่ยนไป การสร้างแบรนด์กลายเป็นสิ่งสำคัญกับธุรกิจที่สามารถสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนเป็นมรดกตกทอดไปยังถึงรุ่นลูกรุ่นหลานให้สามารถหากินได้อีก “การสร้างแบรนด์” ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้งพรแสวงและพรสวรรค์ควบคู่กันไปที่กล้าพูดตรงนี้
เพราะผมผ่านการสร้างแบรนด์มาแล้วที่ประสบความสำเร็จมีถึง 27 แบรนด์ และที่ไม่ประสบความสำเร็จก็ 27 แบรนด์ ทุกแบรนด์เกิดขึ้นจากพรแสวงและพรสวรรค์ ซึ่งการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน ต้องมองที่ตัวคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก ปัจจุบันอาจจะต้องมีเรื่องของเพคเกจจิ้งด้วย โดยยึดหลัก 2 Q คือ Q แรก คือ ปริมาณ และQ 2 คือ Q คุณภาพ 2 Q ต้องไปด้วยกันเสมอ”
7 ประเด็นหลักขาดไม่ได้ต่อการสร้างแบรนด์
สรุปได้ว่า การสร้างแบรนด์ สิ่งที่จะขาดไม่ได้ มี 7 ประเด็นด้วยกัน อันดับแรก คุณภาพ 2. ปริมาณ 3. การรู้จักปรับปรุงสินค้า 4.บริการ 5. การประชาสัมพันธ์ ซึ่งการทำประชาสัมพันธ์ของSMEs จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ คือให้ใช้ชื่อที่จำได้ง่ายหาความโดดเด่นของตัวสินค้าเพื่อให้ลูกค้าได้จดจำ 6. นวัตกรรม คือการคิดริเริ่มทำในสิ่งใหม่ และสุดท้ายที่จะทิ้งไม่ได้ ในการสร้างแบรนด์ คือ เพคเกจจิ้ง
ทั้งนี้ การพัฒนาคุณภาพสินค้าให้แกร่งเพื่อรองรับการสร้างแบรนด์ จะต้องยึดหลัก 5 P ประกอบด้วย Product และ Price เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องไปด้วยกัน คือ คุณภาพต้องสมราคา ตัวที่สาม คือ Place สถานที่เป็นตัวหนึ่งที่จะช่วยกำหนดราคา และกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมสินค้าจะขายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ ส่วน Promotion คือ การทำอย่างไรให้สินค้าให้เป็แม่เหล็กที่จะดึงดูดลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ และ P ตัวสุดท้าย
ทิ้งไม่ได้ คือ เพคเกจจิ้ง ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าดูดี

วัดขนาดธุรกิจก่อนตัดสินใจควักกระเป๋าทำแบรนด์
เมื่อได้สินค้าที่มีคุณภาพพร้อมจะลงแข่งขัน ก็มาถึงขั้นตอนการสร้างแบรนด์ สิ่งที่เอสเอ็มอีจะต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก คือ วอลุ่มยอดขาย หรือ ขนาดของธุรกิจ เริ่มมองจากผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนว่าคุ้มค่าหรือไม่ ประการที่ 2 เจ้าของต้องมองเห็นความสำคัญก่อน ประการที่ 3 ต้องมีแผนว่าจะไปทิศทางไหน ประการที่ 4
ใครจะเป็นผู้ทำงานตรงนี้ เป็นเรื่องสำคัญเพราะผู้ที่จะมาทำตรงนี้ควรจะต้องเป็นเจ้าของกิจการ หรือถ้าเจ้าของทำไม่ได้ ควรจะให้ญาติเป็นผู้ทำ เพราะการสร้างแบรนด์ไม่ควรจะให้ใครทำ ประการที่ 5 หาแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ว่ามาจากไหน ประการสุดท้าย ที่ขาดไม่ได้เช่นกัน คือ การหาผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษา นอกจากนี้ การแบ่งกลุ่มสินค้าเป็นจุดหนึ่งช่วยให้เรารู้ว่าการสร้างแบรนด์ของเราจะไปในทิศทางไหน เริ่มจากจะต้องรู้ว่าสินค้าเราอยู่ในกลุ่มไหน และจะต้องทำแบรนด์อย่างไรเพราะสินค้าแต่ละกลุ่มมีเทคนิคการสร้างแบรนด์ที่แตกต่างกัน โดยสินค้าจะแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้
- กลุ่มที่ 1 Convenion good เช่น กลุ่มสินค้าประเภทอาหาร การทำตลาดในกลุ่มนี้ ต้องเลือกช่องทางที่มั่นใจที่สุด บางครั้ง ค่าเช่าพื้นที่แพงที่สุด เราก็ต้องลงทุนถ้าเหมาะสินค้าของเรา เนื่องจากสินค้าในกลุ่มนี้ เป็นสินค้าที่จะวิ่งไปหาลูกค้า
- กลุ่มที่ 2 Shopping good จะเป็นกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ของแต่งบ้าน กลุ่มนี้มีร้านส่วนตัวการจัดร้านที่ดีจะช่วยดึงดูดลูกค้าได้ เน้นการให้บริการ
- กลุ่มที่ 3 Personal good เป็นสินค้าในกลุ่มเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายสินค้ากลุ่มนี้ต้องรู้จักคิดนอกกรอบ มีการดีไซน์รูปแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา
- กลุ่มที่ 4 Unknow good ของใช้ที่ไม่คุ้นเคย เช่น สินค้าในกลุ่มสมุนไพร ของแปลกใหม่ที่ยังไม่เคยมีในท้องตลาดมาก่อน กลุ่มนี้จะต้องมีสินค้าให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ เมื่อลูกค้าใช้ดีก็จะกลับมาซื้อซ้ำ
|